Mar 7, 2012

ธรรมชาติ..และ..ใจ กลอนกลบทเบญจวรรณห้าสี


๐ สาดสีแสงสวยสด จรดม่านเมฆ
หวานวิเวกแว่วว่า มาแต่ไหน
ซอกซุกแทรกซึมซับ กับดวงใจ
กี่กลไกเกิดการ สานห้วงจินต์

๐ แลลวดลายลึกลับ จับฟากฟ้า
นับเนิ่นนานไหนหนา กว่ายุคหิน
จงจดจำแจ้งใจ ในแผ่นดิน
เริงระรินเรียงร้อย ถ้อยบรรจง

๐ เพียงพิศภาพเพียงพิมพ์ รอยยิ้มแย้ม
ต่อเติมแต้มติดตา คราประสงค์
หมายมุ่งมาดมิ่งมิตร จิตจำนงค์
หลับใหลหลงหลีกหลบ สงบมาน

๐ ดั่งเดียวดายดื่มด่ำ กลางความเหงา
รู้รักเราเรื่องราว ยากกล่าวขาน
ชวนชมเชยชื่นชอบ มอบคำกานท์
แว่วไหวหวานเวียนวก ย้ำอกตรม

๐ อย่ายอมอยู่อย่างอยาก ยุ่งยากจิต
เพ่งเพียงพิศพึงพอ รับเหมาะสม
ค่ำคืนคงคาดเคียง เพียงอารมณ์
พราวพรพรหมพรูพร่าง เหมือนอย่างเคย

.........................................คน กุลา

‎"โดย...แรงใจ"


๐ แว่วคำหวานผ่านแว่วจากแนวสรวง
ว่าแสนห่วงห่างไกลฤทัยฝืน
เฝ้าทนรอทอถักรักยั่งยืน
ในวันคืนคอยคำสุขย้ำจินต์

๐ ปลอบกานดาถ้าท้อมุ่งก่อหวัง
สร้างพลังครั้งเดิมเริ่มถวิล
ทุกเพลาคราประมาทพลาดพังภินท์
กลับแดนดินดุจสวรรค์น้องนั้นคอย

๐ เพื่อไปรับปรับแต่งสานแรงฝัน
ยลเรียวจันทร์จางเงาสุดเหงาหงอย
ปาดน้ำปริ่มริมแก้มหยาดแต้มรอย
ชื่นปรางคอยคะนึงกลิ่นจึงยินยอม

๐ รอพี่กลับนับราตรีคลี่ดาวสวย
รื่นระรวยโรยระรินไอดินหอม
ลมรำเพยเลยล่วงพวงพะยอม
หมายเด็ดดอมไออวลเย้ายวนมาน

๐ ยังมิท้อรอนานกี่ม่านฝน
จากฟ้าหม่นมลายก็กลายหวาน
พับหนทางห่างเหินแม้นเนิ่นนาน
หุบห้วงกาลเก็บฟ้าเพื่อมาเคียง

๐ โดยแรงใจไหลหลั่งจากฝั่งฝัน
ราวคนธรรพ์ท่านหลับหยุดสรรพเสียง
ปล่อยดนตรีกวีร่ำร่ายสำเนียง
ให้เหลือเพียงพากษ์พร่ำลำนำใจ



........................คน กุลา

‎"ใน...รำพึง"


๐ ยากจะไปให้รอบโค้งขอบฟ้า
ชมทิวาราตรีค่อยคลี่เผย
ให้ตะัวันพลันเร้นเหมือนเช่นเคย
ลมรำเพยพัดดาวมาพราวดวง

๐ ที่เปลี่ยนแปลกแตกต่างร่วมสร้างสรร
นับอนันต์เเอี่ยมอ่องครอบครองสรวง
แสงสาดสายร่ายรำราวบำบวง
ที่ก้าวล่วงอโหสิผิว์พลาดไป

๐ ให้ทุกคราวกล่าวโทษด้วยโกรธเกลียด
ปัดเสนียดเนากลางฟ้าพร่างใส
ริปูพาลผลาญพลันจงบัลลัย
กิเลศไฟไหม้นับหลายกัปป์เกิน

๐ เผาลงไปในหลุมที่หุ้มโลก
พร้อมดับโศกสาดแสงฟ้าแดงเผิน
ความรุนแรงแฝงกายไม่ได้เชิญ
หากบังเอิญผ่านเยือนจงเคลื่อนคลา

๐ อยากจะไปให้รอบสุดขอบเขต
คอยสังเกตุแสงพฤกษ์เพื่อศึกษา
จักรวาลบรรดาลดลแต่ต้นมา
วนเวลานานนับดิ่งดับลง

....................คน กุลา

‎**พันธุ์....เสือ**


๐ เคยยิ่งใหญ่ในพงดงเถื่อนแถว
ในเนาแนวใหญ่ยิ่งทุกสิงขร
ใครล้วนพลั่นหวั่นหวาดลายพาดกลอน
ยามออกจรเยื้องย่างบนทางไพร

๐ หุบกรงเล็บเก็บงำกำบังหน
เสกพยนต์มนต์ดำพร่ำคุณไสย
ฤๅสมิงทิ้งนามเคยขามไป
จนใครใครลืมกันเคยหวั่นกลัว

๐ โนนเนินป่าพร่าป่นถูกกร่นถาง
ตะแบกยางยืนเหงาสิ้นเงาหัว
ม่านหมอกควุ้งควันไฟไหวระรัว
เสันทางทั่วตัดแผ่นดินแดนดง

๐ หมู่มวลไม้ใหญ่น้อยก็ค่อยหมด
ไม่พอทดแทนหวังดังประสงค์
สร้างตู้ตั้งตั่งเตียงโค่นเรียงลง
หมู่พฤกษ์พงศ์สูญสลายไม่เหลือตอ

๐ คราป่าร้างสางเสืออยู่เพื่อสูญ
ดงเกื้อกูลบังกายมลายหนอ
ลบหมดลายคล้ายย้ำกำมะลอ
เที่ยวซอมซ่อรอลักเศษซากกิน...ฯ


คน กุลา