May 20, 2012

“รำพึงในฝนพรำ”


ในคืนค่ำที่ฝนต้นฤดูยังตกลงมาเป็นคราคราว อากาศเริ่มผ่อนร้อนลงบ้าง  เช่นค่ำคืนนี้ ในโลกใบที่เป็นจริง ผมนั่งอยู่เงียบๆเพียงลำพัง แต่ในโลกเสมือน ผมพบเห็นและกำลังสื่อสาร กับหมู่มิตรมากมาย ในหลายมติ แต่สำหรับ มิตรในวงวรรณ แห่ง "วงกวี" ที่ผมก่อตั้งมาและเฝ้าติดตาม มาจนถึงวันนี้ ในระยะหลังผมสื่อสารกับท่านน้อยลงมาก สาเหตุหนึ่งมาจากการภาระที่มากขึ้นในหลากหลายมิติ แต่อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือผมอยากปลดปล่อยให้วงกวีเติบโตขึ้นด้วยตนเอง

ผมเริ่มต้นตั้งวงกวี เมื่อปลายหนาวของปี  ๒๕๕๔ โดยสื่อสารกับบรรดาผู้ที่ผมแอดเข้ามาว่า “พี่น้อง ผองเพื่อนครับ  หลังจากที่ท่านแอดผม และผมแอดท่าน หลายท่านก็ได้มีการพูดคุยกัน  บางท่านก็ไม่เคยได้สื่อสารกันเลย ผมก็ไม่ทราบว่าท่านสนใจเรื่องใดบ้าง  ผมมีเรื่องที่ผมสนใจอยู่หลายเรื่อง เนื่องจากบทกวีเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจ  จึงตั้งวงกวีขึ้น เลยลองแอดเพื่อนๆเข้ามา  ผมไม่ทราบว่าใครสนใจหรือไม่สนใจบ้าง เผื่อใครสนใจก็อยู่ต่อ  แต่หากไม่สนใจสามารถ กดออกจากกลุ่มได้ที่ด้านขวามือนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ  ครับและผมจะได้แชร์กับท่านในเรื่องที่เราสนใจร่วมกัน ในโอกาสต่อๆไป"  มีหลายท่านแอดเพื่อนเข้ามาต่อไปเรื่อยๆ  มีบางท่านที่ผมแอดเข้ามาได้ออกไป   เมื่อสมาชิกในวงกวี เริ่มนิ่งและชัดเจน มากขึ้น สมาชิกหลายท่านที่อยู่ในวง  บางท่านก็เป็นกวีฝีมือดี อยู่แล้ว ก็ได้แลกเปลี่ยนงานกวี และความรู้กัน   แต่มีหลายท่านยังเป็นมือใหม่  แต่สนใจบทกวี   เพื่อไม่เป็นการลำบากกับท่านเกินไป ผมจึงขอเปิดการสอนการเขียนบทกวีขึ้น   โดยมีกติกาง่ายๆว่า  หนึ่ง..ท่านต้องแสดงความสนใจ  และสมัครเรียนมาที่บล็อกนี้   เพื่อแสดงว่าท่านอยากเพิ่มพูนความรู้ในเรื่องกวี   สอง..ท่านต้องเตรียมใจที่จะรับฟังคำติชม  จากผมตามหลักฉันทลักษณ์ของกวีนิพนธ์ แต่ละประเภท ได้อย่างเปิดใจ    สาม...ท่านสามารถแลกเปลี่ยน แย้งได้ เพราะผมก็อาจเข้าใจผิด  หรือยังไม่รู้ในหลายเรื่อง  เช่นกันครับ..สี่...การเรียนการสอนจะเริ่มขึ้นเมื่อมีผู้สนใจเรียนอย่าง  น้อย  ๑ คน (หนึ่งคน)ส่วนขั้นตอนอื่นๆผม  จะสนทนากับท่านที่สนใจเรียนและหารูปแบบที่เหมาะสม ในการเรียนรู้ร่วมกัน  ต่อๆไป ครับ เพื่อการนี้ผมก็ได้เริ่มโพสต์บทความเกี่ยวกับการเขียนกลอน  เช่นเรื่องสัมผัสที่ไม่เป็นที่นิยมเป็นต้น  ฉันทลักษณ์พื้นฐานของงานกวีแต่ละชนิด เป็นต้น

วงกวีก็เหมือนชีวิตอื่นๆที่ต้องเดินไป  จากเวทีที่ผมต้องการสื่อสารกับเพื่อนมิตร  ก็เริ่มกลายเป็นเวทีของนักเขียนและนักอ่านประจำจำนวนหนึ่ง  ที่ช่วยกันสืบสานการอ่าน  การเขียน และการค้นคว้าความรู้ด้านฉันทลักษณ์  ของกวีนิพนธ์ ลักษณะต่างๆ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่เราควรสืบสาน  อนุรักษ์ไว้สืบต่อไปให้นานเท่านาน


ในระยะแรกๆผมลงแรงให้กับวงกวีค่อนข้างมาก เพื่อสงวนพื้นที่ ในวงกวี  ไว้สำหรับ ผู้สนใจงานวรรณศิลป์ ผมขอร้องท่านที่ประสงค์จะโพสต์  เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่นวัตถุประสงค์ทางการเมือง  และ/หรือ  หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาทั่วๆไป ก็ขอร้องให้ไปโพสต์ในที่อื่นๆ

อีกอย่างหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยคือการเขียนบทอัศจรรย์ อย่างพร่ำเพรื่อ  บทอัศจรรย์ คือบทประพันธ์ที่เขียนเกี่ยวเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาว  จนล่วงเลยเข้าสู่การเสพสมเพศรส ซึ่งผมเห็นว่าบทแบบนี้เขียนยาก  และต้องการความละเมียดละไมมากๆ อีกทั้งไม่ควรนำมาเขียนบ่อย  เพราะมีข้อถกเถียงเยอะ จนหลายท่านที่ไม่เห็นด้วยกับผมในเรื่องนี้  คงระอาผมไปตามๆกัน

แต่อย่างไรก็ตามในวงกวีเราอยู่กันแบบ พี่ๆน้องๆ  ลูกๆหลานๆ มีอะไร ก็คุยกัน ทักทายกัน ต่อกลอนกัน  ตลอดจนแนะนำฉันทลักษณ์และการเขียนบทกวีแก่กัน ซึ่งก็อยู่กันมาด้วยดี  แต่อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ภายนอก ที่มีความเห็นแตกต่างกันมาก  รวมทั้งการมาอยู่กันเป็นหมู่มาก บางครั้งก็มีปัญหาเกิดขึ้นบ้าง  พวกเราเห็นว่า ถ้อยคำบางคำที่ไม่เหมาะสม เช่นถ้อยคำที่หยาบคาย ส่อเสียด  ท้าทาย  หรือกระทั่งเนื้อความที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอันเป็นที่รักเคารพของเราทุกคน  อย่างไม่เหมาะสม เราก็เคยใช้สิทธิ ในการลบโพสต์  ของสมาชิกบางท่านออกโดยทันที เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับวงกวี

อีกสิ่งหนึ่ง ที่ได้ค่อยๆก่อรูปลักษณ์ เป็นวัฒนธรรมของวงฯ  นอกจากการรับฟังความเห็นของกันและกัน   แล้วเรายังเน้นเรื่องการให้คุณค่ากับผลงานด้านบทกวี และหลักฉันทลักษณ์  ของกวีต้นแบบที่เป็นครูบาอาจารย์ อย่างเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง   ผมเองโดยส่วนตัวนั้น สนับสนุน การรังสรรค์ฉันทลักษณ์ใหม่ๆ  ทั้งตนเองก็เคยคิดค้น เพลงกานท์พุดลาภา พัฒนา กาพย์ราชิกา ๗ ราชิกาฉันท์ ๗  กลอนกลบทกลบกลืนกลอน ฉบับจันทบูรณ์ กระทั่ง กลบทรุ้งพาดนภา เป็นต้น  แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดมาได้ ผมถือว่าเพราะได้เดินตามแนวของครูบาอาจารย์  ด้านกาพย์กลอน ที่ท่านวางหลักไว้แต่เดิม นั่นเอง  การเคารพครูบาอาจารย์จึงเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของวงกวี

บางครั้งผมและสมาชิกหลายท่านได้ คอมเม้นท์งานกวีของสมาชิกบางท่าน  แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแนวที่ผมได้กล่าวมาข้างต้น  ผมจึงได้บอกสมาชิกท่านนั้นไปว่า วงกวีคงไม่เหมาะสมกับ สิ่งที่ท่านคิด  ผมเองเสียดายสมาชิกท่านนั้นมากพอดู เพราะเห็นเป็นคนที่มีฝีมือ  แต่ก็ต้องทำใจ  ผมไม่แน่ใจว่าผมแอดสมาชิกท่านนี้เข้ามาหรือ  หากว่าเพื่อนที่สมาชิกบางท่านแอดเข้ามา ผมขอถือโอกาสนี้  ขออภัยท่านที่แอดเข้ามาด้วยนะครับ

ตั้งแต่ตั้งวงกวีขึ้นเป็นต้นมา  ผมจะมีความสุขลึกๆทุกครั้งที่ได้แอดเพื่อนๆเข้ามาในวง  และในขณะเดียวกันดาวในใจมักจะหม่นลงทุกครั้งเช่นกัน  ที่ต้องกระทำการอย่างวันนั้น อย่างไรก็ตาม  ผมก็ยังมีความสุขที่จะเห็นวงกวีพัฒนาเติบโตต่อไป ด้วยแรงคิดฝัน  จินตนาการของสมาชิกทั้งหลาย ครับ

แต่ในวงกวี  ก็มีเรื่องหนึ่งที่เราพยายามแล้วแต่ทำไม่สำเร็จ  คือการจะรวมเล่มงานบทกวีขึ้น มีการตั้งคณะทำงานเป็นเรื่องเป็นราว  ปัญหาคงอยู่ที่ตัวผมเป็นสำคัญ  เพราะแม้จะเห็นว่าการพิมพ์หนังสื่อเป็นเล่มจะสำคัญมาก  แต่ผมกลับเห็นว่างานบนไซเบอร์ นั้นสำเร็จสมบูรณ์ ในตนเองอยู่แล้ว  แต่เมื่อขัดเพื่อนไม่ได้ พยายามไปทำเข้าลายจริงๆของตัวตนก็ออกมา  คือผมเองไม่เอาจริงเอาจัง ในฐานะหัวเรือใหญ่ แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร  เพียงเขียนมาเล่าไว้ เผื่อใครคิดอยากจะชวนผมต่อไป  จะได้เปลี่ยนใจเสียแต่ตอนนี้ จะได้ไม่เหนื่อยแรง  ผมมันคงประเภทตำราไม้แก่ดัดยาก นั่นแหละครับ

ในวงกวี นอกจากผม  ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแล้ว  ผมได้เรียนเชิญ อาจารย์โกศล อนุสิม และคุณไอฝน  หยาดน้ำพราวจากราวฟ้า มาร่วมเป็นแอดมิน  มาจนถึงวันนี้  วันที่ผมคิดว่าวงกวีสามารถเดินไปได้ด้วยตนเองได้แล้ว ผมหวังว่า ไอฝน  และอาจารย์โกศล ก็คงจะเห็นไม่แตกต่างกันกับผม นะครับ

ผมเฝ้าติดตามวงกวีมาระยะห้า หกเดือนหลัง โดยเพียงแต่เข้ามาดู ไม่ทักท้วง  ติติง ไม่ลบโพสต์ ผมสุขใจที่แลเห็น  บทกวีที่ที่ท่านร่ายเรียงเหมือนราวกับว่า บทกวี เอย  เจ้าเดินเรียงแถวมาจากไหน เจ้าอยู่ในใจ และจินตนาการของใครกันหนา  จึงได้ไหลรินมาอย่างไม่ขาดสาย

ผมอาจจะสะดุดบ้างกับเรื่องการโฆษณา แต่ก็ไม่มากจนเกินไป  ช่วยกันดูๆด้วยนะครับ  เนื่องจากเป็นวงกวี ผมมีสิทธิที่จะอยากเห็น  “วรรณพาณิชย์ศิลป์” ได้ใช่ไหม ครับ

เพื่อให้การดำเนินงานของวงกวีเป็นไปโดยสอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกทั้ง มวล ผมจะค่อยๆลดบทบาทของตนเองลงไปอีก  และปล่อยให้ท่านทั้งหลายเป็นเจ้าของวงกวีอย่างเต็มภาคภูมิ  ผมก็จะขอเพียงมาเขียนกลอนลง  หรือบทความด้านกวีนิพนธ์ตามสภาพการณ์ที่เหมาะสมเพียงเท่านั้นเอง ครับ

ด้วยจิตคารวะและภราดรภาพ
ดร.วีรพันธ์  พรหมมนตรี
ผู้ก่อตั้งวงกวี
9-5-2555

No comments:

Post a Comment